|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| ขณะนี้ |
32 คน |
| สถิติวันนี้ |
95 คน |
| สถิติเดือนนี้ |
15390 คน |
| สถิติปีนี้ |
103041 คน |
| สถิติทั้งหมด |
920120 คน |
| ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 |
|
|
|
|
 |
| |
|
|
| |
|
 |
|
|
|
| |
 |
| |
| |
|
|
|
|
| |
ชื่อกระทู้ : คณะดังกลางกรุงมีการทุจริต ขี้เมา ลวนลาม เด็กเส้น 
ผู้ตั้งกระทู้ : ชลธิชาแฉตะวัน
IP : 202.28.62.74
อีเมล์ : chonti6775er@gmail.com
วัน-เวลา : 14 ก.ค. 69 - 14:11 น.
|
|
| |
|
|
|
|
|
| |
ข้อความ
:
ผู้บ่าวเฒ่ากับสาววัยทีน
ปัจจุบันกฎหมายคดีข่มขืนในประเทศไทยถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา โดยใช้คำว่า "ความผิดฐานกระทำชำเรา"
ซึ่งกฎหมายได้เพิ่มอัตราโทษให้สูงขึ้นและครอบคลุมถึงการกระทำทุกรูปแบบไม่จำกัดเพศหรือสถานะ เนื่องจากในสังคมไทย
นับวันการดื่มเหล้า หยอดยา โดยเฉพาะคณะดังกลางกรุงอโศก เมื่อ 8 - 9 ปีที่แล้วมีการก่ออาญากรรมกับนิสิต จนในสมัยนั้น
ใครต่อใครก็ให้ฉายาเขาว่า "นักหยอดยาทินเจอขาว" ซึ่งทุกวันนี้เมื่อเหล้าเขาปากเมื่อไหร่มีได้เลื้อย ได้ซุกได้มุดล้วงมือไม้ไม่หยุด
โทษปัจจุบัน (มาตรา 276) โทษขั้นพื้นฐาน: จำคุกตั้งแต่ 4 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 - 400,000 บาท
หากทำให้เข้าใจว่ามีอาวุธ: วางยา จำคุกตั้งแต่ 7 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 140,000 - 400,000 บาท
การยอมความคดีข่มขืนโดยทั่วไปจัดเป็น "ความผิดอาญาแผ่นดิน" ไม่สามารถยอมความได้ ยกเว้น
กรณีที่เป็นการกระทำระหว่างคู่สมรส (สามีภรรยา) และยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา ศาลอาจพิจารณาลดโทษ
หรือรอการลงโทษให้ได้ แต่นี่ไม่ใช่ภรรยา เป็นนักเรียนนักศึกษา
ปกปิด อำพราง ซ้อนเร้น การขอตัวไปช่วยราชการที่ ม.ดังกลางกรุงแบบไม่โปร่งใส
การขอตัวไปช่วยราชการที่ มศว (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) ต้องดำเนินการโดยให้หน่วยงานปลายทาง
(คณะ/สำนัก/ส่วนงานใน มศว ที่ต้องการตัว) ทำ หนังสือทาบทาม ส่งไปยังผู้บังคับบัญชาหน่วยงานต้นสังกัดปัจจุบัน
เพื่อขออนุมัติอนุญาตและออกคำสั่งให้ไปช่วยราชการ แต่นี่คณะดังกลางกรุงอโศก ไม่มีมันเกิดขึ้นมาหลายๆครั้ง
และมามีหลักฐานมาเริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงระหว่าง พฤษภาคม - มิถุนายน 2569 ทั้งที่มีระเบียบชัดเจน
1. การประสานงานและการทำหนังสือหน่วยงาน มศว: หน่วยงานใน มศว ที่ต้องการให้คุณไปช่วยปฏิบัติงาน
จะต้องจัดทำ บันทึกข้อความ (หนังสือทาบทามตัว) ระบุเหตุผลความจำเป็น ระยะเวลาที่ต้องการขอตัว
(ส่วนใหญ่กำหนดคราวละ 6 เดือน หรือ 1 ปี) และขอบข่ายงานการส่งหนังสือ
หนังสือทาบทามนี้จะถูกส่งตรงถึงผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของคุณ ในที่นี่คือ ผอ.รพ.ทันต
2. การพิจารณาและอนุมัติ (ต้นสังกัด)ต้นสังกัดของคุณจะนำหนังสือทาบทามมาพิจารณาถึงความเหมาะสม
โดยประเมินว่าการให้คุณไปช่วยราชการนั้น จะไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติงานหรือภารกิจหลักของหน่วยงานเดิม
หากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดอนุญาต จะมีการออก หนังสือตอบตกลง (ซึ่งคนที่บอกว่าตนเองจะไปช่วยราชการ
ในช่างเวลาดังกล่าว ยังไม่มีการทำหนังสือ หรือใดๆ จากข้อ1 เลย) และ คำสั่งให้ไปช่วยราชการ
3. การจัดทำเอกสารและรายงานตัวในกรณีที่คุณเป็นบุคลากรของ มศว อยู่แล้ว (ขอเปลี่ยนหน่วยงานช่วยราชการภายใน มศว)
สามารถศึกษาขั้นตอนจาก ⁠ส่วนทรัพยากรบุคคล มศวเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดเดิมจะดำเนินการ
ส่งตัว คุณไปยังหน่วยงานที่ มศว เพื่อไปรายงานตัวและเริ่มปฏิบัติงานตามกำหนด
ดังนั้น พวกเราขอแจ้งไปทางทุกหน่วยงานในประเทศไทยนี้ถึงการไปปฏิบัติงานหรือช่วยราชการโดยไม่มีหนังสือ
ขอตัวและคำสั่งอนุมัติอย่างเป็นทางการ ถือเป็น ความผิดวินัยทางราชการ ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการและอาจเข้าข่ายการ
เบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยมิชอบ อีกทั้งยังไม่มีความคุ้มครองทางกฎหมายหากเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาจากการปฏิบัติงาน
ยังผลกระทบและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและมีการเลือกปฏิบัติชัดเจน(อาจมีการใช้อานาจ ทำเอกสารย้อนหลัง หรือวิ่งเต้นภายใน)
ทำให้พวกเรารู้สึกว่าบุคคลดังกล่าว
1. ความผิดต่อหน้าที่: การละทิ้งหน่วยงานต้นสังกัดเดิมไปทำงานที่อื่นโดยไม่มีคำสั่งอนุมัติให้ไปช่วยราชการ มีความผิดทางวินัย
(อาจเข้าข่ายละทิ้งหน้าที่ราชการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือหน่วยงานต้นสังกัดนั้นๆ)
2. ปัญหาการเบิกจ่ายเงิน: ผู้ไปช่วยราชการอาจมีความผิดฐานเบิกจ่ายเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3. ความรับผิดชอบทางละเมิด: หากเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายระหว่างเดินทางไป-กลับ หรือระหว่างปฏิบัติงาน
จะไม่มีสิทธิได้รับการคุ้มครองสวัสดิการหรือค่าสินไหมทดแทนจากทางราชการเนื่องจากเป็นการปฏิบัติงานนอกเหนือคำสั่ง
4. ผลต่อผู้บังคับบัญชา: ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดเดิมที่ปล่อยปละละเลยให้ไปช่วยราชการโดยไม่มีการขอตัวอย่างเป็นทางการ
อาจมีความผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ระวัง!!! การทำเอกสารราชการหรือหนังสือคำสั่งย้อนหลังเพื่อปกปิดความผิด ถือเป็น ความผิดทางกฎหมายอย่างร้ายแรง
ทั้งในทางวินัยและทางอาญา เนื่องจากเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จ
หากมีการลงนามหรือออกหนังสือขอตัว/ช่วยราชการย้อนหลัง จะมีโทษและผลกระทบทางกฎหมายดังนี้
1. ความผิดทางอาญาฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารปลอม: การกรอกข้อความ บิดเบือนวันที่ หรือทำให้เข้าใจผิดว่า
เป็นเอกสารที่ออกตามวันเวลานั้นจริง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท
ตาม ⁠ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268ฐานเจ้าพนักงานรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ: หากผู้ลงนามเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
ที่มีหน้าที่ทำเอกสารนั้นโดยตรง แต่จงใจลงวันที่ย้อนหลังเพื่อให้เกิดความเสียหายหรือเอื้อประโยชน์
จะมีความผิดตามมาตรา 162 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
2. ความผิดทางวินัย (สำหรับข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย)วินัยอย่างร้ายแรง: ศาลปกครองและคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
มีแนวบรรทัดฐานชัดเจนว่า การลงนามหรือสร้างเอกสารไม่ตรงกับวันเวลาที่เกิดขึ้นจริง ถือเป็นการ "รับรองข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ"
มีโทษสูงสุดคือ ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการเจตนาทุจริต: ถึงแม้ผู้กระทำจะอ้างว่าทำไปเพราะเจตนาดีเพื่อให้งานเดินหน้า
หรือเพื่อแก้ไขปัญหาการลืมทำเอกสาร แต่ในทางกฎหมายถือว่ามี "เจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง" ซึ่งระบบตรวจสอบดิจิทัล
ในปัจจุบันสามารถตรวจจับเลขรันสารบรรณและเวลาบันทึกจริงได้ง่ายมาก
การกั้นตำแหน่งหรือล็อกตำแหน่งเพื่อให้เครือข่ายของตนเองเข้ามาสวมสิทธิ์ทำงาน คุณคิดอย่างไร?
การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วที่ คณะดังกลางกรุงอโศกเมื่อ 1 กฏกาคม 2569 เราอยากให้ทุกๆคน
ร่วมกันเป็นพยาน(เนื่องจากต้องใช้เวลาให้เด็กในสังกัดปรับวุฒิ) ว่าเป็นเรื่องจริง ปัจจุบันปฏิบัติงานอยู่แต่มีการกัน
เพื่อปรับตำแหน่งให้เฉพาะพวกของตนเข้าส่วม
การกั้นตำแหน่งหรือล็อกตำแหน่งเพื่อให้เครือข่ายของตนเองเข้ามาสวมสิทธิ์ทำงานในภายหลัง
ถือเป็นพฤติกรรมการทุจริตต่อหน้าที่ราชการอย่างชัดเจน พฤติกรรมนี้ขัดต่อระบบคุณธรรม (Merit System)
และจริยธรรมของข้าราชการอย่างร้ายแรง โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นผ่านสองรูปแบบหลัก คือ
1. การดึงอัตรากำลังไว้ไม่ยอมเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก หรือ
2. การจงใจกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ (TOR) ที่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเดียวกัน
หากพิจารณาตามข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบและมีความผิดดังนี้:
1. ความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
- การละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ: ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจัดสรรตำแหน่ง แต่กลับจงใจ
หน่วงรั้งตำแหน่งว่างไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเอง
หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
- การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา: มักมีการอ้างเหตุผลความจำเป็นเท็จ เช่น "สาขาวิชานี้ยังไม่มีความจำ
เป็นต้องรับคนเพิ่ม" หรือ "อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักสูตร" เพื่อไม่ให้หน่วยงานกลางดึงตำแหน่งคืน
การรายงานเท็จนี้ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงเช่นกัน
2. ความผิดทางอาญา (สำหรับสถาบันการศึกษาของรัฐ)
- มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา: เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กฎหมาย ป.ป.ช.: ถือเป็นพฤติกรรมเข้าข่ายการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม
(Conflict of Interest) ซึ่งหน่วยงานต้านทุจริตอย่าง สำนักงาน ป.ป.ช. สามารถเข้ามาไต่สวนและดำเนินคดีอาญาได้
3. ผลกระทบต่อความก้าวหน้าและการลาศึกษาต่อที่ถูกต้อง
- ขัดต่อระเบียบการลาศึกษาต่อ: โดยปกติแล้วระเบียบการลาศึกษาต่อของข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัย
จะต้องมีคำรับรองจากผู้บังคับบัญชาว่า "ไม่กระทบถึงอัตรากำลังที่มีอยู่ และมีผู้ปฏิบัติงานเพียงพอไม่ให้เสียหายแก่ทางราชการ"
การกั้นตำแหน่งจนทำให้งานในภาพรวมเสียหายจึงขัดต่อหลักการนี้โดยตรง
- ตัดโอกาสบุคคลภายนอก: ทำให้สถาบันสูญเสียโอกาสที่จะได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถตรงตามเวลาที่ต้องการ
ใช้ประโยชน์จริง ส่งผลให้ภาระงานตกไปอยู่กับอาจารย์หรือบุคลากรท่านอื่นที่ยังปฏิบัติงานอยู่
คดีฉาวทุจริตสอบราชการในเดือนมิถุนายน 2569 คือ คดีมหากาพย์โกงสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานต้านทุจริตบุกจับกุมเครือข่ายใหญ่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 มูลค่าความเสียหายรวมสูงกว่า 4,500 ล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องและกระดาษคำตอบที่ถูกดัดแปลงคะแนนกว่า 3,000 คน
1. จุดเริ่มต้นและการบุกทลายรังโกงที่นนทบุรีคลิปเสียงหลุด: คดีนี้เริ่มระเบิดขึ้นจากคลิปเสียงของสถาบันติวเตอร์แห่งหนึ่ง ที่มีการเสนอขายทางลัดรับประกันการสอบผ่านโดยอ้างว่ามี "คนใน" ช่วยเหลือ
บุกจับฐานปฏิบัติการ: นำไปสู่การบุกตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งถูกใช้เป็นบริษัทบังหน้าในการประมวลผลเอกสารสอบ สามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ 10 ราย มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนายหน้า โดยมีตัวการใหญ่ชื่อ "พิชิต" คอยประสาน
2. กลโกงและพฤติการณ์แก้คะแนน "ระดับ VIP"
วิธีแก้คะแนนในระบบ: ขบวนการนี้จะนำกระดาษคำตอบของผู้สมัครที่จ่ายเงินมาทำการคัดลอก ตรวจเทียบกับเฉลย นำปากกาสีแดงมาทำเครื่องหมาย จากนั้นทำการแก้ไขคะแนนในระบบคอมพิวเตอร์ดิจิทัล เพื่อปรับเพิ่มคะแนนให้ผ่านเกณฑ์อย่างน่าเกลียด
ราคาค่าหัวหลักแสน: เครือข่ายจะเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครสอบตั้งแต่ 350,000 ถึง 900,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความยากง่ายในการแข่งขันของแต่ละพื้นที่ คาดการณ์ว่ามีผู้สมัครยอมจ่ายเงินเข้าสู่ระบบนี้ราว ๆ 9,000 คน
3. ผลกระทบและการสั่งการจากรัฐบาล
สั่งชะลอการบรรจุ: รัฐบาลสั่งการเร่งด่วนให้ ชะลอการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นลอตที่มีปัญหาทั้งหมด (ซึ่งเดิมทีมีกำหนดรายงานตัวและบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569) เพื่อไล่ตรวจสอบประวัติและคะแนนเป็นรายบุคคล
ขู่ฟัน "ผลไม้พิษ": นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันคำสั่งให้ ยกเลิกผลสอบในส่วนที่มีการทุจริตทั้งหมด แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รับการประกาศชื่อหรือเข้าทำงานไปแล้วก็ตาม พร้อมประณามว่าพฤติกรรมนี้เป็นการทำลายระบบราชการและทำร้ายประเทศอย่างรุนแรง
เด้งบิ๊กข้าราชการ: มีการสั่งย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทำงานได้อย่างโปร่งใส ขณะที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอกที่ร่วมจัดสอบในรอบดังกล่าว ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกระบวนการภายในเช่นกัน
การเอื้อประโยชน์ให้บริษัทรับเหมาปรับปรุงอาคารและสถานที่ในสถาบันการศึกษา ถือเป็นรูปแบบการทุจริตเชิงนโยบายในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พฤติกรรมนี้จงใจทำลายการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อมุ่งหมายเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมารายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน
กลโกงและพฤติกรรมการเอื้อประโยชน์ที่มักพบการล็อกคุณสมบัติใน TOR: จงใจกำหนดเงื่อนไขที่ละเอียดหรือแปลกประหลาดเกินความจำเป็น เช่น ต้องมีผลงานปรับปรุงอาคารกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่นี้เท่านั้น หรือกำหนดสเปกวัสดุที่ตรงกับบริษัทพวกพ้องเพียงรายเดียว
***การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง: แตกงบประมาณปรับปรุงอาคารก้อนใหญ่ออกเป็นโครงการย่อย ๆ หลายสัญญา เพื่อให้วงเงินแต่ละสัญญาไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เลือกใช้วิธี "เฉพาะเจาะจง" เพื่อจิ้มเลือกบริษัทที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องประมูล
การสมยอมราคา (ฮั้วประมูล): ผู้บริหารร่วมมือกับนายหน้า นำบริษัทเครือข่ายหรือบริษัทในเครือเดียวกันมายื่นซองแข่งขันบังหน้า เพื่อให้กระบวนการดูโปร่งใสแต่แท้จริงมีการกำหนดผู้ชนะไว้ล่วงหน้าแล้ว
การตรวจรับงานเป็นเท็จ: ยอมปล่อยผ่านให้ผู้รับเหมาใช้วัสดุเกรดต่ำกว่าที่กำหนดในสัญญา หรือตรวจรับงานทั้งที่โครงสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ
ความผิดทางกฎหมายและบทลงโทษ
พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (กฎหมายฮั้ว): มาตรา 12 ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตเอื้อประโยชน์ในการเสนอราคา มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท
พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: มาตรา 120 ผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157: ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษถึงขั้นจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต
การจ่ายเงินงวดแรกให้ผู้รับเหมาแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับว่าระบุในสัญญาเป็น "เงินค่าจ้างล่วงหน้า (Advance Payment)" หรือ "เงินงวดที่ 1 ตามผลงานจริง (Progress Payment)"
การจ่ายเงินงวดที่ 1 ตามผลงาน (Progress Payment)เป็นการจ่ายเงินเมื่อผู้รับเหมาได้ดำเนินงานเสร็จสิ้นตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขงวดที่ 1 ของสัญญาเรียบร้อยแล้ว
พฤติการณ์งานงวดแรก: มักระบุงานโครงสร้างเบื้องต้น
1 กระบวนการตรวจรับ:ผู้รับเหมาส่งหนังสือขอเบิกเงินงวดพร้อมภาพถ่ายผลงาน
2 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุและช่างควบคุมงานต้องลงพื้นที่ตรวจสอบหน้างานจริง ว่าตรงตามแบบรูปรายการ (Specification) ใน TOR หรือไม่
3 คณะกรรมการลงนามอนุมัติจึงจะส่งฝ่ายการเงินเพื่อเบิกจ่ายเงินงวดแรก
พิรุธที่ส่อถึงการเอื้อประโยชน์ (ทุจริต) ในกรณีสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานรัฐ
1 จ่ายเงินล่วงหน้าโดยไม่มีหลักประกัน: การปล่อยเงิน 15% แรกไปโดยไม่มีหนังสือค้ำประกันจากธนาคารรองรับ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
2 การซอยงวดงานแรกให้ง่ายเกินจริง: จงใจเขียนสัญญาให้งานงวดแรกเบากว่าปกติ (เช่น แค่ล้อมรั้วสังกะสีหรือขนเครื่องจักรเข้าพื้นที่) แต่ให้เบิกเงินก้อนใหญ่ (Front-loading) เพื่อให้ผู้รับเหมาพวกพ้องได้เงินไปหมุนล่วงหน้า เสี่ยงต่อการทิ้งงานในงวดถัดไป
3 การตรวจรับงานทิพย์: คณะกรรมการเซ็นชื่อตรวจรับงานงวดที่ 1 ทั้งที่หน้างานยังไม่มีการก่อสร้างจริง หรือใช้วัสดุผิดสเปกต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อเร่งรัดเอาเงินหลวงออกไปให้เอกชน
การที่เจ้าหน้าที่ภายในสถาบันการศึกษาเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมา ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงและเป็นคดีอาญา โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการรับ "เงินทอน" หรือผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อแลกกับการช่วยเหลือผู้รับเหมาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตั้งแต่เริ่มเขียนโครงการจนถึงขั้นเบิกจ่ายเงินพฤติกรรมการเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ภายใน และข้อกฎหมายที่ใช้เอาผิด มีดังนี้
1. พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ภายในที่เข้าข่ายเอื้อประโยชน์
- ส่งซิกหรือส่งข้อมูลวงใน: แอบส่งร่าง TOR, งบประมาณราคากลาง หรือรายชื่อบริษัทที่มาซื้อซองให้ผู้รับเหมาพวกพ้องรู้ล่วงหน้า เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน
- ช่วยเขียนล็อกสเปก: ร่วมมือกับผู้รับเหมาเพื่อกำหนดคุณสมบัติใน TOR ให้ตรงกับบริษัทนั้นเพียงรายเดียว หรือจงใจตัดสิทธิ์บริษัทคู่แข่งรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม
- ช่วยตรวจรับงานที่เป็นเท็จ: ในฐานะกรรมการตรวจรับงานงวดแรกหรืองวดต่อ ๆ ไป เจ้าหน้าที่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นการใช้วัสดุเกรดต่ำ หรือยอมเซ็นอนุมัติให้ผ่านทั้งที่งานยังไม่เสร็จ เพื่อให้ผู้รับเหมาเบิกเงินไปได้ก่อน
โทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โทษทางวินัย: ไล่ออกจากราชการ เพียงสถานเดียว โดยจะสูญเสียสิทธิ์ในการรับบำเหน็จบำนาญทั้งหมดโทษอาญา (มาตรา 157): ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต มีโทษจำคุก 1-10 ปีกฎหมายฮั้วประมูล (มาตรา 12): หากสมรู้ร่วมคิดในการสมยอมราคา มีโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|